การเรียนรู้เรื่องคำราชาศัพท์

การเรียนรู้เรื่องคำราชาศัพท์

ตามที่หลายคนคิดว่าคำราชาศัพท์เป็นเรื่องของในรั้วในวัง เป็นเรื่องของผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทนั้น ทำให้คิดต่อไปอีกว่า คำราชาศัพท์เป็นเรื่องยากซึ่งเมื่อก่อนอาจเป็นจริง แต่ปัจจุบันคำราชาศัพท์เป็นเรื่องในชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว แม้มิได้ใช้มากเท่ากับภาษาสามัญที่ใช้อยู่ในการดำรงชีวิตประจำวันแต่ทุกคน โดยเฉพาะผู้มีการศึกษาก็ต้องมีโอกาสที่จะสัมผัสกับคำราชาศัพท์ทุกวัน ไม่โดยตรงก็โดยทางอ้อม โดยเฉพาะทางสื่อมวลชน

การเรียนรู้วิธีใช้คำราชาศัพท์นั้น กล่าวโดยสรุป ต้องเรียนรู้ใน 2 ประการ คือ เรียนรู้คำ ประการหนึ่งกับ เรียนรู้วิธี อีกประการหนึ่ง

  1. เรียนรู้คำ คือ ต้องเรียนรู้คำราชาศัพท์
  2. เรียนรู้วิธี คือ ต้องเรียนรู้วิธีหรือเรียนรู้ธรรมเนียมการใช้คำราชาศัพท์

ความเห็นของนักภาษาศาสตร์ไทย

ความเห็นของนักภาษาศาสตร์ไทย

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพมีลายพระหัตถ์ไปถึงพลเอกสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ว่า “…ราชาศัพท์ดูเป็นคำที่ผู้เป็นบริวารชนใช้สำหรับผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่…มี เค้าจะสังเกตในคำจารึกและหนังสือเก่าเห็นได้ว่า ราชาศัพท์ใช้ในกรุงศรีอยุธยาดกกว่าที่อื่น ยิ่งเหนือขึ้นไป (หมายถึง ในสมัยก่อนอยุธยา) ยิ่งใช้น้อยลงเป็นลำดับ” โดยทรงสันนิษฐานด้วยว่า ราชาศัพท์เกิดขึ้นในอาณาจักรละโว้สมัยที่เขมรปกครอง ส่วนในประเทศไทยในนั้นน่าจะริเริ่มแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถซึ่ง กวาดต้อนชาวเขมรเข้ามาเป็นชนชั้นล่างในราชอาณาจักรอยุธยามาก ราชาศัพท์ในไทยจึงเป็นคำที่ชนชั้นล่างใช้แก่ชนชั้นสูงกว่า และยังแสดงพระวิจารณ์อีกว่า “…เมื่อแรกตั้งราชาศัพท์ ภาษาที่ใช้กันในพระนครศรีอยุธยายังสำส่อน เลือกเอาศัพท์ที่เข้าใจกันมากมาใช้ และ…ในครั้งแรกจะไม่มีมากมายนัก ต่อมาภายหลังจึงคิดเพิ่มเติมขึ้นด้วยเกิดคิดเห็นว่าของเจ้าควรจะผิดกับของ ไพร่ให้หมด…”

พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ราชบัณฑิต มีพระปาฐกถาเรื่อง “กถาเรื่องภาษา” ว่า “…นอกจากคำพูดและวิธีพูดทั่วไปแล้ว ยังมีคำพูดและวิธีพูดสำหรับชนเฉพาะหมู่เฉพาะเหล่าอีกด้วย เช่น ราชาศัพท์ของเรา เป็นต้น ฝรั่งไม่มีราชาศัพท์เป็นคำตายตัว แต่มีวิธีพูดยกย่องชั้นพระมหากษัตริย์หรือชั้นผู้ดีเหมือนกัน แต่วิธีพูดเช่นนี้ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว โดยมากมักจะเป็นวิธีพูดอย่างสุภาพเท่านั้นเอง”

ประโยชน์ของการเรียนรู้คำราชาศัพท์

ประโยชน์ของการเรียนรู้คำราชาศัพท์

เพราะเหตุที่ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่สูงสุดของ ประเทศมาแต่โบราณ พระเจ้าแผ่นดินทรงใกล้ชิดกับประชาชนอย่างแนบแน่นประการหนึ่ง คำราชาศัพท์นั้นเป็นแบบอย่างวัฒนธรรมอันดีทางด้านการใช้ภาษาไทยประการหนึง และการอ่านหรือศึกษาวรรณคดีก็ดี การรับสารสื่อมวลชนในปัจจุบันก็ดี เหล่านี้ล้วนต้องมีคำราชาศัพท์เกี่ยวข้องอยู่ด้วยเสมออีกประการหนึ่ง ดังนั้นการเรียนรู้คำราชาศัพท์จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งทางตรงและทาง อ้อมมากมาย ดังจะเห็นได้ดังต่อไปนี้

ประโยชน์ทางตรง

เป็นประโยชน์ที่เกิดจากการตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้า อันได้แก่

1. ประโยชน์จากการใช้คำราชาศัพท์ถูกต้อง

ที่เรียกว่าใช้คำราชาศัพท์ถูกต้องนั้น คือ ถูกต้องตามบุคคลที่ใช้ว่าบุคคลใดควรใช้ราชาศัพท์ขั้นไหน อย่างไร ประการหนึ่ง ถูกต้องตามโอกาส คือ โอกาสใดใชคำราชาศัพท์หรือไม่เพียงใด ประการหนึ่ง และถูกต้องตามวิธีการใช้คือ ใช้ถูกต้องตามแบบแผนที่นิยมนั้นก็อีกประการหนึ่ง การใช้ราชาศัพท์ต้องใช้ทั้งความรุ้และประสบการณ์เป็นดุลยพินิจให้ถูกต้อง

2. ประโยชน์จากการเข้าใจที่ถูกต้อง

ไม่ว่าจากการอ่านหนังสือประเภทต่างๆ เช่น วรรณกรรมทั่วไป วรรณคดี หนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ทั้งหลาย โทรทัศน์ วิทยุ ตลอดจนสิ่งบันเทิงทั้งหลาย มีภาพยนต์ ละคร โขน ลิเก เป็นต้น เพราะการรับรู้ รับฟัง บางครั้งต้องมีสิ่งที่เรียกว่า คำราชาศัพท์ร่วมอยู่ด้วยเสมอ ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ

 ประโยชน์โดยทางอ้อม

เป็นประโยชน์ผลพลอยได้ แม้ตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้าหรือไม่ตั้งเป้าหมายไว้ก็ตาม คือ เมื่อรู้คำราชาศัพท์ดี ถูกต้อง ฟังหรืออ่านเรื่องราวที่มีคำราชาศัพท์เข้าใจผลประโยชน์พลอยได้ ก็จะเกิดขึ้นเสมอ ดังนี้

1. ธำรงรักษาวัฒนธรรมอันดีงานของชาติไว้

คือ รักษาให้คงอยู่ไม่เสื่อมสูญ ถือเป็นการธำรงรักษาวัฒนธรรมและความมั่นคงของประเทศชาติ

2. เพิ่มความมีเสน่ห์ในตัวบุคคล

คือ บุคคลผู้รู้และใช้คำราชาศัพท์ได้อย่างถูกต้อง เป็นการแสดงออกซึ่งความมีวัฒนธรรมอันดีงามทางภาษา

 

คำราชาศัพท์หมวดรา่งกาย

๑. คำราชาศัพท์หมวดร่างกาย

                            ผม =พระเกศา                      ไหปลาร้า = พระรากขวัญ

                            จุก =พระโมฬี                      นม =พระถัน, พระเต้า

                            หน้าผาก =พระนลาฎ           ท้อง = พระอุทร

                            ฟัน =พระทนต์                      เอว = บั้นพระองค์, พระกฤษฎี

                            ลิ้น =พระชิวหา                    หลัง =พระขนอง

                             นิ้วมือ =พระองคุลี                 บ่า =พระอังสะ

                          นิ้วชี้ =พระดรรชนี                  ขนระหว่างคิ้ว = พระอุณาโลม

                             เงา =พระฉายา                       จอนหู =พระกรรเจียก

                             ผิวหน้า =พระราศี                  จมูก =พระนาสิก

                               ปอด =พระปับผาสะ               ปาก =พระโอษฐ์

                              คาง =พระหนุ                         อก =พระอุระ, พระทรวง

                                 หู =พระกรรณ                        รักแร้ = พระกัจฉะ

                                  ดวงหน้า =พระพักตร์            สะดือ = พระนาภี

                                  อุจจาระ = พระบังคนหนัก       น้ำตา =น้ำพระเนตร,

                                     ต้นขา =พระอุรุ พระอัสสุชล

                                   หัวเข่า =พระชานุ                     ต้นแขน = พระพาหุ

                                  แข้ง =พระชงฆ์                         ข้อมือ =ข้อพระหัตถ์

                                ผิวหนัง =พระฉวี                       ข้อเท้า =ข้อพระบาท

                              คิ้ว =พระขนง                           ปัสสาวะ = พระบังคนเบา

                                 ลิ้นไก่ =มูลพระชิวหา                ไรฟัน = ไรพระทนต์

                                        นิ้วก้อย =พระกนิษฐา                 คอ =พระศอ

                                         เนื้อ =พระมังสา                         ขน =พระโลมา

                                        เถ้ากระดูก =พระอังคาร             น้ำลาย =พระเขฬะ

                                        ตะโพก =พระโสณี                     เหงื่อ =พระเสโท

ราชาศัพท์ที่เป็นคำขานรับ

 

ราชาศัพท์ที่เป็นคำขานรับ

เมื่อกราบบังคมทูลและต้องขานรับ ครับ ค่ะ ให้ใช้เป็นราชาศัพท์ ดังนี้พระพุทธเจ้าข้า ใช้ขานรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระบรมราชินี 

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ

 สยามมกุฎราชกุมารสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

คำว่า“พระพุทธเจ้าข้า”ย่อมาจาก“พระพุทธเจ้าข้าขอรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม” 

   ถ้าเป็นการลำลองผู้หญิงใช้ “เพค่ะ” ก็ได้พ่ะย่ะค่ะ ใช้ขานรับ พระราชโอรส,

 พระราชธิดาคำว่า “พ่ะย่ะค่ะ” คงเพี้ยนมาจาก “พระพุทธเจ้าข้า”

กระหม่อม ใช้ขานรับ พระราชวงศ์อื่น ๆ

คำกริยาราชาศัพท์

๑. ใช้คำ “ทรง” นำหน้ากริยาสามัญ เช่น ทรงฟัง ทรงยินดี ทรงเยี่ยม ทรงชุบเลี้ยงฯลฯ๒. ใช้คำ “ทรง” นำหน้านามสามัญ เช่น ทรงศีล (รับศีล) ทรงม้า ทรงเมตตา ทรงกรุณา ทรงอุตสาหะ ฯลฯ๓. ใช้คำ “ทรง” นำหน้านามราชาศัพท์ เช่น ทรงพระเมตตา ทรงพระกรุณา ทรงพระอุตสาหะ ทรงพระดำริ

คำสรรพนามราชาศัพท์

 

คำสรรพนามราชาศัพท์

๑. สรรพนามบุรุษที่ ๑ (ฉัน, ข้าพเจ้า ฯลฯ)          ข้าพระพุทธเจ้า บุคคลใช้กับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,สมเด็จพระบรมราชินี

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี,สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี,พระราชโอรสฯ พระราชธิดา

ถ้าเป็นการลำลองผู้หญิงใช้ “เกล้ากระหม่อมฉัน” ก็ได้

เกล้ากระหม่อม บุคคลใช้กับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ หรือ พระวรวงศ์เธอที่ทรงกรม

กระหม่อม

พระวรวงศ์, หม่อมเจ้า   ถ้าเป็นการลำลอง ผู้หญิงใช้ “หม่อมฉัน” ก็ได้

๒. สรรพนามบุรุษที่ ๒ (ท่าน ฯลฯ)

ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท บุคคลใช้กับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,สมเด็จพระบรมราชินี

ใต้ฝ่าละอองทุลีพระบาท” สมเด็จพระศรีนคริรทราบรมราชชนนี

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมงกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร

ใต้ฝ่าพระบาท ” พระราชโอรส, พระราชธิดา

ฝ่าพระบาท ” พระราชวงศ์อื่น ๆ๓. สรรพนามบุรุษที่ ๓ (เขา)เมื่อกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ตลอดจนพระราชวงศ์ทั่วไป ใช้คำว่า “พระองค์ท่าน”

หลักการใช้คำราชาศัพท์

 

หลักการใช้คำราชาศัพท์

การใช้คำราชาศัพท์ในการกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์หรือกราบทูลพระราชวงศ์นั้น 

 มีหลักเกณฑ์ ดังนี้

๑. นามราชาศัพท์

๑.๑ พระบรมราชและพระบรม ใช้เฉพาะพระมหากษัตริย์นำหน้าคำที่สำคัญยิ่งในกรณีที่ต้องการเชิดชูเกียรติยศพระราชอำนาจและ พระราชกฤษฎาภินิหาร เช่น พระบรมราชโองการ พระบรมมหาราชวัง (มีแห่งเดียว) พระบรมราโชวาท พระบรมราชูปถัมภ์ พระบรมโพธิสมภาร (บุญบารมี) พระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมรูป พระบรมราชินี

ข้อสังเกต

“พระบรม” ใช้เฉพาะพระมหากษัตริย์เท่านั้น เมื่อใช้กับสมเด็จพระบรมราชินี ให้ตัดคำว่า “บรม” ออก เช่น พระนามาภิไธย พระราชานุเคราะห์ พระราโชวาท เป็นต้น

๑.๒ พระราช นำหน้าคำที่ใช้เฉพาะพระมหากษัตริย์และเจ้านายที่ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรม เช่น สมเด็จพระบรมโอรสธิราช สมเด็จพระบรมราชกุมารี ได้แก่ พระราชวัง พระราชทรัพย์ พระราชนิพนธ์ ฯลฯ ส่วนเจ้านายอื่น ๆ ใช้คำว่า “พระ” นำหน้าเท่านั้น เช่น พระนิพนธ์ พระกุศล ฯลฯ

๑.๓ พระมหา ใช้เหมือน “พระราช” เช่น พระมหากรุณาธิคุณ พระมหาเศวตรฉัตร พระมหามงกุฎ

๑.๔ พระ เป็นคำใช้นำหน้าคำนามราชาศัพท์ที่เกี่ยวกับของใช้ อวัยวะ บุคคลที่เกี่ยวข้อง และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย ชีวิต เช่น พระแสง พระที่นั่ง พระหัตถ์ พระนาสิก พระวรกาย พระพี่เลี้ยง พระสหาย พระชาตา พระบังคนหนัก พระเคราะห์ เป็นต้น

ข้อสังเกต

๑. คำประสมที่เป็นคำราชาศัพท์อยู่แล้ว ไม่ต้องใช้ “พระ” นำหน้าอีก เช่น ฉลองพระเนตร ม้าพระที่นั่ง ธารพระกร บั้นพระองค์ เครื่องพระสำอาง เป็นต้น

๒.เจ้านายชั้นหม่อมเจ้า ใช้ราชาศัพท์เฉย ๆ ไม่ต้องมี “พระ” นำหน้า เช่น หัตถ์ กร ยกเว้นคำเฉพาะบางคำ เช่น ขอบพระทัย๑.๕ ราช ใช้นำหน้าคำสามัญเพื่อบอกให้ทราบว่าเป็นของพระมหากษัตริย์ เช่น ราชรถ ราชพัสดุ ราชสมบัติ ราชยาน ราชทัณฑ์ เป็นต้น

๑.๖ ต้นหรือหลวง ใช้ประกอบท้ายคำที่เป็นคำไทยสามัญทั่วไป ทั้งคน สัตว์สิ่งของ เช่น ช้างต้น ม้าต้น เรือหลวง รถหลวง เป็นต้น

การยืมภาษาอื่นมาใช้

ตัวอย่างคำราชาศัพท์ที่ยืมมาจากภาษาอื่น

๑. ภาษาบาลีสันสกฤต 

พระเศียร พระเกศ พระนลาต พระพักตร์ พระนาสิกพระกัมโบล (แก้ม) พระกรรณ 

พระโอษฐ์ พระมัสสุ (หนวด)พระทนต์ พระชิวหา พระองคุลี พระทัย (จิตใจ)

 พระหทัย (หัวใจ) พระปับผาสะ (ปอด) พระชนกพระชนนี พระโอรส พระธิดา

   พระนัดดา พระปนัดดา (เหลน) พระอัยกา (ปู่ ตา) พระอัยยิกา (ย่า ยาย) 

 พระมาตุจฉา (ป้า น้า)พระปิตุจฉา (ป้า อาหญิง) พระสัสสุ (แม่ผัว แม่ยาย)  พระสัสสุระ

 (พ่อผัวพ่อตา) สวรรคตทิวงคต พิโรธ ประทาน นิพนธ์ ทรงพระอักษร ทรงพระเมตตา

 

๒. ภาษาเขมร 

 พระเพลา พระศอ พระขนง พระขนอง (หลัง) พระแสงกรรบิด (มีด) พระแสงกรรไกร 

 พระขนง พระเขนย พระกระยาเสวย กระแสพระราชดำรัส (คำพูด) พระราช-ดำเนิน 

 พระราชดำริ เครื่องพระสำอางพระตำหนักฉลองพระองค์ เสวย เสด็จประทับ บรรทม โปรด 

 ทรงพระสรวลทรงพระสำราญ กันแสง กริ้ว ถวาย

แหล่งที่มาของราชาศัพท์

 เชื่อกันว่า คำราชาศัพท์เป็นถ้อยคำที่สร้างขึ้นใหม่ ไม่ใช่คำดั้งเดิมอย่างคำพื้นฐานของภาษา เพื่อสนองวัตถุประสงค์ในการยกย่อง และส่งเสริมพระเกียรติยศ ดังนั้นคำราชาศัพท์จึงจำเป็นต้อง สร้างขึ้นใหม่ด้วยวิธีต่าง ๆ ดังที่ โสภา วิรยศิริ (๒๕๓๔ : ๑๓๗ – ๑๓๘) กล่าวไว้ดังนี้ ๑. ยืมคำภาษาอื่นมาใช้ เช่น บาลี สันสกฤต และเขมร ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ จำพวก คือ คำนาม สรรพนาม และคำกริยา๒. นำคำภาษาอื่นมาสร้างใหม่ตามแบบคำประสม๓. ถ้าจะนำไทยมาใช้ก็ต้องมีวิธีตกแต่งให้เป็นราชาศัพท์ขึ้นมาด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น๓.๑ คำไทยประสมกันได้แก่ รับสั่ง ห้องเครื่อง เครื่องต้น ฯลฯ๓.๒ คำไทยประสมกับคำอื่นที่เป็นราชาศัพท์อยู่แล้ว เช่น น้ำพระเนตร มูลพระชิวหา (ลิ้นไก่) บั้นพระองค์ (บั้นเอว) พานพระศรี รองพระบาท ถุงพระหัตถ์ ถุงพระบาท น้ำพระทัย ทอดพระองค์ เข้าพระที่ ทอดพระเนตร สนพระทัย เอาพระทัยใส่ ฯลฯ๓.๓ คำที่เป็นคำไทยจะต้องมีคำพระหรือพระราชนำหน้าเพื่อตกแต่งให้เป็น ราชาศัพท์ เช่น พระเจ้า (หัว เฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน) พระรากขวัญ (ไหปลาร้า) พระพี่นาง พระเต้า พระอู่ พระสาง พระแท่น พระเก้าอี้ พระตะพาบ (หม้อน้ำ) พระยี่ภู่ (ที่นอน)

ความหมายและความสำคัญ

พระยาอุปกิตศิลปสาร (๒๕๓๓ : ๑๕๗) ได้ให้ความหมายของราชาศัพท์ว่า “ศัพท์สำหรับพระราชาหรือศัพท์หลวง แต่ในที่นี้ให้หมายความว่าศัพท์ที่ใช้ในราชการ เพราะในตำรานั้นบางคำไม่กล่าวเฉพาะสำหรับกษัตริย์หรือเจ้านายเท่านั้น กล่าวทั่วไปถึงคำที่ใช้สำหรับบุคคลชั้นอื่น เช่น ขุนนาง และพระสงฆ์ เป็นต้นด้วย”

จากการสันนิษฐานของ ม.ล. ปีย์ มาลากุล (๒๕๒๖ : ๑๗๓ – ๑๗๔) สรุปได้ว่า มูลรากของราชาศัพท์ คือศัพท์ที่จะใช้เมื่อกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์ หรือกราบทูลพระราชวงศ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่เคารพสูงสุด ตามธรรมเนียมไทยเมื่อกล่าวถึงพระองค์ หรือแม้แต่คนที่เคารพคารวะก็จะไม่กล่าวพระปรมาภิไธย หรือชื่อตรงๆ ดังนั้นเมื่อจะใช้ศัพท์ในการกราบบังคมทูล หรือกราบทูลจึงใช้ศัพท์ที่แตกต่างไปจากคำที่ใช้อยู่โดยทั่วไป สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นมูลเหตุแห่งราชาศัพท์ ศัพท์ก็ดี ถ้อยคำก็ดี ในชั้นต้นคงมุ่งหมายเพียงให้เป็นถ้อยคำ สำนวนที่พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ทรงฟังได้ ต่อมาคงเนื่องจากการคลี่คลายของภาษา ราชาศัพท์จึงขยายออกไป มีศัพท์สำหรับใช้กับพระ-ภิกษุ ข้าราชการ และกว้างขวางออกไปจนถึงคำสุภาพ

กล่าวโดยสรุป ราชาศัพท์จึงหมายถึง ถ้อยคำที่ใช้ให้เหมาะสมกับบุคคลในฐานะตำแหน่งต่างๆ กัน ๕ ชั้น ดังนี้

๑. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี

๒. เจ้านาย (พระบรมวงศานุวงศ์)

๓. พระภิกษุ

๔. ข้าราชการ

๕. คำสุภาพสำหรับบุคคลทั่วไป

ราชาศัพท์เป็นวัฒนธรรมทางภาษาที่สำคัญยิ่งของไทย จึงเป็นเรื่องที่คนไทยควรศึกษาและเรียนรู้ ชาคริต อนันทราวัน (๒๕๓๖ : ๘๗) ได้กล่าวถึงเหตุผลที่คนไทยควรรู้เรื่องราชาศัพท์ สรุปได้ดังนี้

๑. คนไทยยังนิยมนับถือกันตามความลดหลั่นในทางชาติวุฒิ วัยวุฒิ และคุณวุฒิ

๒. วัฒนธรรมไทยแต่โบราณ เน้นเรื่องการใช้ถ้อยคำและความประณีตเรียบร้อยในการใช้ภาษาทั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง

๓. ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ปกครองมาไม่น้อยกว่า ๗๐๐ ปี และเชื่อว่ากษัตริย์คือเทวสิทธิ์แทนพระเป็นเจ้า

๔. ความสำคัญในการสืบทอดวัฒนธรรมทางภาษาเพื่อดำรงความเป็นชาติไว้